การตลาดออนไลน์ Facebook Power Editor ปลดล็อคโฆษณาคุณให้เทพกว่าเดิม เดี๋ยวนี้ใครๆก็ลงโฆษณาบน facebook ด้วยตัวเองเป็นกันหมดแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้ว การลงโฆษณาบน facebook แบบมืออาชีพ เค้าไม่ได้ลงกันเล่นๆ แบบที่คลิกมุมขวาบนแล้วกดปุ่ม “Create Ads” แบบเดิมๆนะคะ แต่ร้านค้า+นักโฆษณามืออาชีพ เค้าจะใช้ platform ที่เรียกว่า “ Facebook Power Editor ” ในการสร้าง และรันโฆษณาแทน platform แบบเบื้องต้นที่เฟสบุ้คให้มาค่ะ

ในการเริ่มสร้างโฆษณาด้วย Facebook Power Editor (ต่อไปนี้ขอเรียกสั้นๆว่า FPE นะคะ) ก็ไม่ยากเลย เพียงแค่คลิกเหมือนเดิมทุกครั้งเหมือนตอนจะสร้างโฆษณา คือให้คลิกมุมขวาบนของ facebook แล้วเข้าไปที่ Manage Ads จากนั้นเลือก Account ที่จะใช้โฆษณา แล้วคลิกที่แท็บ “Facebook Power Editor” และเหตุผลที่เราควรใช้ FPE ในการลงโฆษณา ก็เพราะเหตุผลเหล่านี้ ที่แพลตฟอร์ม Create Ads แบบเดิมๆ ทำไม่ได้

1. ใช้ฟรี – เพราะเป็นเจ้าของเดียวกับ Facebook เริ่มใช้งานจาก Facebook ได้เลย (แต่เวลาลงโฆษณา ก็เสียตังค์ค่าโฆษณาเหมือนเดิมนะ)

2. ใช้ facebook ลงโฆษณาบน Instagram ได้แล้ว! – งานนี้เจ้าของร้านใน IG ร้องกรี๊ดแน่นอนค่ะ เพราะจากเดิมที่อาศัยแค่การฝากร้าน ฝากโปรโมตร้านอย่างเดียว แต่ FPE ทำให้เราเลือกลงโฆษณาบน Instagram ได้แล้วล่ะ >_< 3. ขยายฐานลูกค้าด้วย “Lookalike Audience” – คือระบบรวบรวมรายชื่อคนที่ “น่าจะ” เป็นลูกค้า โดยวิเคราะห์จากโปรไฟล์กลุ่มคนที่ไลค์เพจเรา หรือเคยเข้าเว็บไซต์ของเรา เหมาะสำหรับคนที่อยากขยายฐานลูกค้า แต่ไม่อยากเสียเวลาเดาความสนใจเอาเอง เมื่อเลือกค่าต่างๆเสร็จแล้ว ให้รอซักพักประมาณ 30 – 60 นาที FPE จะรวบรวมลิสรายชื่อมาให้ เวลาจะกดลงโฆษณา เค้าก็จะถามว่าจะเลือกกลุ่มเป้าหมายด้วยตัวเอง หรือเอาจากลิสที่มีอยู่แล้ว? ก็ให้เราคลิกเลือกลิสนั้นมาได้เลย (ลิสที่มาจากโหมดนี้ มักมีชื่อว่า Lookalike (TH, 1%) – <ชื่อเพจของเรา>)

4. สร้าง “โพสต์มืด” ได้ – โพสต์มืด (Dark Post) คือโพสต์ที่จะไม่แสดงบนหน้าเพจสาธารณะ แต่จะแสดงสำหรับการโฆษณาเท่านั้น มีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่มีโพสต์โฆษณาหลายตัว แต่ไม่อยากให้หน้าเพจของเราดูฮาร์ดเซล กลุ่มเป้าหมายจะยังเห็นโฆษณาของเราเหมือนเดิม แต่พอเปิดมาที่เพจเราก็จะเห็นเป็นอีกโพสต์นึง หรือบางคนอาจจะใช้ Test แข่งกันว่า โฆษณาตัวไหน ได้ผลดีที่สุด โดยที่หน้าเพจของเราที่เป็นสาธารณะจะไม่ดูรก ก็ได้นะคะ

5. ทำให้เราเห็นพฤติกรรมลูกค้าได้ละเอียดกว่าเดิม – ด้วย “Conversion Pixel” ที่ไม่จำกัดแค่ 1 โค้ด ( Conversion Pixel คือโค้ดสำหรับก้อป-วางไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ของตัวเอง) ที่ทำให้เจ้าร้านที่มีเว็บไซต์สามารถรู้ได้ว่า โฆษณาของเราทำให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมอะไรบ้างในเว็บไซต์ เช่น คลิกเลือกดูสินค้าหลายหน้า ไปจนถึงหน้าจ่ายเงิน เป็นต้น

6. เหมาะสำหรับคนที่ดูแลโฆษณาอยู่หลายตัว/หลายเพจ – ข้อนี้อาจจะเหมาะกับนักโฆษณามากกว่าเจ้าของร้านที่มีแค่เพจเดียว แต่ถึงกระนั้นหากใครมีเพจเดียว แต่ลงโฆษณาไว้หลายแบบ การใช้ FPE จะควบคุมโฆษณาได้ง่าย สบายตากว่าแบบเดิมค่ะ

7. สร้างและติด Tagให้โฆษณาได้ – เพื่อความเป็นระเบียบ นึกอะไรไม่ออก หาโฆษณาไม่เจอ ก็สามารถหาเจอได้ง่ายขึ้น

8. ใส่จำนวนตัวอักษรได้มากกว่า! – โฆษณาบางประเภทที่มีการจำกัดตัวอักษร เช่น แบบ Send to Website ถ้าเรามาลงในโหมด FPE จะพบว่าเราใส่ตัวอักษรได้มากกว่าแบบเดิม ! จากเดิมที่จำกัด 90 ตัวอักษร เราจะพิมพ์ได้มากถึง 500 ตัวอักษร (สำหรับแสดงผลบน PC version) และจากเดิม 25 ตัวอักษร เราจะพิมพ์ได้มากถึง 110 ตัวอักษร (สำหรับแสดงผลบน Mobile version)

9. ขี้เกียจตั้งชื่อโฆษณาเอง? FPE ช่วยคิดให้ – ตามนั้นเลยค่ะ บางที การตั้งชื่อโฆษณาที่เป็น Format เดียวกัน ก็ทำให้ทุกอย่างเป็นระเบียบขึ้น และช่วยบอกรายละเอียดผ่านการตั้งชื่อโฆษณาได้กระชับและชัดเจน โดยที่เราไม่ต้องปวดหัวคิดชื่อเอง

10. สร้างสไลด์โชว์ได้อัตโนมัติ – อย่างที่ “แม่ค้าผู้น่าlike” เคยบอก อนาคตเทรนด์การโฆษณาสินค้าจะต้องมีอะไรมากกว่า “ภาพนิ่ง” และในที่สุด facebook ก็ได้ปล่อยลูกเล่นสร้างสไลด์โชว์อัตโนมัติ เพียงแค่เพื่อนๆ เลือกภาพสินค้ามาเรียงๆต่อกัน จากนั้นก็จะกลายเป็นวิดีโอสไลด์โชว์ เพิ่มความน่าสนใจให้กับโฆษณาของเพื่อนๆทันที แน่นอนว่า ลูกเล่นนี้ แฟลตฟอร์มการลงโฆษณาแบบเดิมทำไม่ได้